


- ชื่อไทย
- ตั๊กแตนตำข้าวปีกนกยูง
- ชื่อสามัญ
- Peacock Mantis
- ชื่อวิทยาศาสตร์
- Pseudempusa pinnapavonis Brunner de Wattenwyl, 1893
- วงศ์
- Deroplatyidae
- อันดับ
- Mantodea
- หมวด
- ตั๊กแตนตำข้าว
ตั๊กแตนตำข้าวปีกนกยูง
Pseudempusa pinnapavonis Brunner de Wattenwyl, 1893
Peacock Mantis
ลักษณะ
ตั๊กแตนตำข้าวขนาดใหญ่แห่งเอเชียที่มีรูปลักษณ์ภายนอกค่อนข้างกลมกลืนกับธรรมชาติ แต่เมื่อถูกรบกวนสามารถกางปีกเผยสีและลวดลายที่ซ่อนอยู่ด้านในอย่างฉับพลัน คล้ายการคลี่หางของนกยูง ซึ่งเป็นที่มาของชื่อ “Peacock Mantis”
Pseudempusa pinnapavonis เป็นหนึ่งในสมาชิกของสกุล Pseudempusa และเป็นชนิดต้นแบบ (type species) ของสกุลนี้ การจัดจำแนกสมัยใหม่วางสกุล Pseudempusa ไว้ในวงศ์ Deroplatyidae ร่วมกับตั๊กแตนตำข้าวกลุ่มที่มีการดัดแปลงรูปร่างเพื่อการพรางตัว เช่น Deroplatys หรือกลุ่มตั๊กแตนตำข้าวใบไม้แห้ง
ชนิดนี้ได้รับการบรรยายทางวิทยาศาสตร์โดย Karl Brunner von Wattenwyl จากตัวอย่างในประเทศเมียนมา โดยตัวอย่างต้นแบบมาจากบริเวณใกล้ Bhamo ทางตอนเหนือของเมียนมา
ลักษณะเด่นและชีววิทยาที่น่าสนใจ
ลักษณะเด่นของตั๊กแตนตำข้าวปีกนกยูงคือ ปีกที่ซ่อนสีและลวดลายสะดุดตาเอาไว้ด้านใน ในสภาวะปกติ เมื่อพับปีกแนบลำตัว สีภายนอกช่วยให้แมลงดูกลมกลืนกับกิ่งไม้ ใบไม้แห้ง และพืชพรรณโดยรอบ
แต่เมื่อรู้สึกว่ากำลังถูกคุกคาม มันสามารถเปลี่ยนจากการพรางตัวมาใช้การแสดงข่มขู่ที่เรียกว่า deimatic display หรือ startle display โดยยกส่วนหน้าของร่างกาย กางขาคู่หน้าสำหรับจับเหยื่อ และกางปีกออกเพื่อเผยสีและลวดลายด้านในที่ปกติถูกซ่อนเอาไว้
ชื่อสามัญ Peacock Mantis จึงมาจากการกางปีกที่มีสีสันสะดุดตาในลักษณะคล้ายกับนกยูงกางหาง แหล่งข้อมูลการเลี้ยงชนิดนี้ก็ใช้ลักษณะของปีกด้านในที่ปรากฏระหว่าง deimatic display เป็นที่มาของชื่อสามัญดังกล่าว
กลยุทธ์นี้น่าสนใจเพราะเป็นการใช้การป้องกันตัวสองแบบร่วมกัน คือ ในสถานการณ์ปกติแมลงพยายาม ไม่ให้ผู้ล่าตรวจพบ ด้วยการพรางตัว แต่เมื่อถูกค้นพบแล้ว จึงเปลี่ยนมาใช้ การทำให้ตกใจหรือข่มขู่ เพื่อเพิ่มโอกาสที่ผู้ล่าจะชะงักและเปิดโอกาสให้หลบหนี
ขาคู่หน้าของมันเช่นเดียวกับตั๊กแตนตำข้าวชนิดอื่น ได้รับการดัดแปลงเป็น raptorial forelegs มีหนามสำหรับตะครุบและยึดเหยื่ออย่างรวดเร็ว
อาหาร
ตัวเต็มวัย
ตั๊กแตนตำข้าวปีกนกยูงเป็น สัตว์กินเนื้อและผู้ล่า เช่นเดียวกับตั๊กแตนตำข้าวชนิดอื่น
มันใช้วิธี ซุ่มรอเหยื่อ (ambush predation) โดยอยู่นิ่งหรือเคลื่อนที่อย่างช้า ๆ จนกระทั่งแมลงหรือสัตว์ขนาดเล็กเข้ามาอยู่ในระยะโจมตี จากนั้นจะเหวี่ยงขาคู่หน้าออกไปอย่างรวดเร็ว ใช้หนามบริเวณขาช่วยจับและยึดเหยื่อก่อนกัดกิน
อาหารหลักจึงเป็นสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง โดยเฉพาะแมลงที่มีขนาดเหมาะสมกับตัว อย่างไรก็ตาม ข้อมูลวิชาการเกี่ยวกับ องค์ประกอบอาหารตามธรรมชาติของ P. pinnapavonis โดยเฉพาะ ยังมีจำกัด จึงไม่ควรระบุรายชื่อเหยื่อเฉพาะชนิดโดยไม่มีหลักฐานภาคสนาม
ตัวอ่อน
ตัวอ่อนหรือ nymph เป็นผู้ล่าตั้งแต่ระยะแรกของชีวิต โดยจับสัตว์ขนาดเล็กเป็นอาหารเช่นเดียวกับตัวเต็มวัย แต่ขนาดของเหยื่อจะสัมพันธ์กับขนาดและระยะการเจริญเติบโตของตัวอ่อน
เมื่อโตขึ้นและผ่านการลอกคราบหลายครั้ง ขนาดของลำตัวและขาคู่หน้าจะเพิ่มขึ้น ทำให้สามารถจัดการกับเหยื่อที่มีขนาดใหญ่ขึ้นได้
วงจรชีวิต
ตั๊กแตนตำข้าวปีกนกยูงมีการเปลี่ยนแปลงรูปร่างแบบไม่สมบูรณ์ (incomplete metamorphosis) เช่นเดียวกับตั๊กแตนตำข้าวชนิดอื่น จึงไม่มีระยะดักแด้
ไข่ → ตัวอ่อน → ตัวเต็มวัย
ไข่
หลังการผสมพันธุ์ ตัวเมียจะผลิตไข่จำนวนหนึ่งภายในโครงสร้างที่เรียกว่า ootheca หรือถุงไข่ ซึ่งเกิดจากสารที่ตัวเมียหลั่งออกมาหุ้มไข่และแข็งตัวภายหลัง
โครงสร้างดังกล่าวช่วยปกป้องไข่จากสภาพแวดล้อมและการสูญเสียน้ำ ก่อนที่ตัวอ่อนจะพัฒนาและฟักออกมา
เนื่องจากข้อมูลที่ได้รับการตีพิมพ์เกี่ยวกับจำนวนไข่ ระยะฟัก และจำนวน ootheca ของ P. pinnapavonis โดยเฉพาะยังมีจำกัด จึงไม่ควรใช้ค่าจากตั๊กแตนตำข้าวชนิดอื่นมาเป็นค่าของชนิดนี้โดยตรง
ตัวอ่อน
ตัวอ่อนที่ฟักออกมามีโครงสร้างพื้นฐานคล้ายตัวเต็มวัย แต่มีขนาดเล็กและยังไม่มีปีกที่พัฒนาอย่างสมบูรณ์
ตัวอ่อนจะกินเหยื่อและเจริญเติบโตผ่านการ ลอกคราบหลายครั้ง ทุกครั้งที่ลอกคราบขนาดลำตัวจะเพิ่มขึ้น และลักษณะต่าง ๆ ของตัวเต็มวัยจะค่อย ๆ พัฒนาชัดเจนขึ้น
ปีกจะเริ่มปรากฏเป็นปุ่มปีกและมีขนาดเพิ่มขึ้นในตัวอ่อนระยะท้าย ก่อนที่จะพัฒนาเต็มที่ในการลอกคราบเข้าสู่ระยะตัวเต็มวัย
ตัวเต็มวัย
หลังการลอกคราบครั้งสุดท้ายจะเข้าสู่ระยะตัวเต็มวัย มีปีกและอวัยวะสืบพันธุ์ที่พัฒนาเต็มที่ สามารถผสมพันธุ์และผลิตรุ่นต่อไปได้
ปีกของตัวเต็มวัยไม่ได้มีความสำคัญเฉพาะต่อการเคลื่อนที่เท่านั้น แต่ใน P. pinnapavonis ยังมีบทบาทสำคัญในการแสดงข่มขู่เมื่อเผชิญกับภัยคุกคาม ซึ่งเป็นหนึ่งในลักษณะที่โดดเด่นที่สุดของชนิดนี้
บทบาทในระบบนิเวศ
ตั๊กแตนตำข้าวปีกนกยูงเป็น ผู้ล่า (predator) ในระบบนิเวศ โดยกินแมลงและสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังขนาดเล็ก จึงเป็นส่วนหนึ่งของการถ่ายทอดพลังงานและความสัมพันธ์ระหว่างผู้ล่ากับเหยื่อในสายใยอาหาร
ขณะเดียวกัน ตั๊กแตนตำข้าวเองก็สามารถเป็นเหยื่อของสัตว์กินแมลงที่มีขนาดใหญ่กว่า เช่น นก สัตว์เลื้อยคลาน หรือสัตว์ขาปล้องผู้ล่าชนิดอื่น ดังนั้นการพรางตัวและการแสดงข่มขู่จึงเป็นกลไกที่ช่วยเพิ่มโอกาสในการรอดชีวิต
สิ่งที่ทำให้ Pseudempusa pinnapavonis น่าสนใจเป็นพิเศษสำหรับการนำเสนอใน Tropical Insect Sanctuary คือ การเปลี่ยนกลยุทธ์ป้องกันตัวตามสถานการณ์ จาก “ซ่อนตัว” ด้วยสีและรูปร่างที่กลมกลืนกับสิ่งแวดล้อม ไปสู่ “ทำให้ตกใจ” ด้วยการกางปีกเผยลวดลายที่ซ่อนอยู่เมื่อถูกคุกคาม
ชื่อ pinnapavonis เองก็มีความน่าสนใจ โดยสัมพันธ์กับภาษาละติน pinna ซึ่งหมายถึงขนนกหรือปีก และ pavonis ซึ่งหมายถึง “ของนกยูง” สอดคล้องอย่างมากกับชื่อสามัญ Peacock Mantis และลักษณะปีกอันโดดเด่นของแมลงชนิดนี้
ข้อมูลอนุกรมวิธานและการกระจายพันธุ์ในหน้านี้ตรวจสอบกับ checklist ของ Mantodea ประเทศเมียนมาปี 2025, checklist ของอินเดียปี 2025, Mantodea Species File framework และข้อมูลตัวอย่างทางประวัติศาสตร์ โดยมีหลักฐานสอดคล้องกันว่า Pseudempusa pinnapavonis เป็นชนิดที่มีการกระจายพันธุ์ในประเทศไทย อินเดีย และเมียนมา
ถิ่นที่พบ
การกระจายพันธุ์
Pseudempusa pinnapavonis เป็นตั๊กแตนตำข้าวของภูมิภาคเอเชีย โดยข้อมูลทางอนุกรมวิธานระบุการกระจายพันธุ์ในอย่างน้อย อินเดีย เมียนมา และประเทศไทย จึงเป็นตั๊กแตนตำข้าวที่มีการกระจายพันธุ์ตามธรรมชาติในประเทศไทยด้วย
Checklist ของ Mantodea ประเทศอินเดียฉบับปี 2025 ยืนยันการพบ P. pinnapavonis ในอินเดีย ขณะที่ checklist ของเมียนมาปี 2025 ระบุทั้งตัวอย่างต้นแบบจากเมียนมาและการกระจายในประเทศไทย
นอกจากนี้ ยังมีบันทึกภาพถ่ายจากธรรมชาติในประเทศไทย เช่น observation ที่บันทึกในบริเวณจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งช่วยยืนยันการปรากฏของชนิดนี้ในภาคเหนือของประเทศไทยด้วย
ถิ่นอาศัย
ข้อมูลนิเวศวิทยาเฉพาะของ P. pinnapavonis ในธรรมชาติยังมีการศึกษาค่อนข้างจำกัดเมื่อเปรียบเทียบกับตั๊กแตนตำข้าวที่ได้รับความนิยมในการวิจัย เช่น Orchid Mantis
จากเขตการกระจายพันธุ์และบันทึกการพบ สามารถกล่าวได้ว่าชนิดนี้เป็นตั๊กแตนตำข้าวในเขตร้อนและกึ่งเขตร้อนของเอเชีย และสัมพันธ์กับพื้นที่ที่มีพืชพรรณซึ่งสามารถใช้เป็นทั้งบริเวณซ่อนตัวและพื้นที่ดักจับเหยื่อ
รูปร่างและสีภายนอกช่วยให้กลมกลืนกับพืชพรรณ กิ่งไม้ และใบไม้ ซึ่งมีความสำคัญทั้งในการหลีกเลี่ยงผู้ล่าและการซุ่มรอเหยื่อ
ปรับปรุงข้อมูลล่าสุด 21 กันยายน 2569 · ข้อมูลโดยสถานีวิจัยลำตะคอง (วว.)




